
ณ แคว้นมคธอันอุดมสมบูรณ์ เมื่อครั้งอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นฤๅษี ผู้มีจิตใจสงบเยือกเย็น อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์อันเขียวชอุ่ม ท่านบำเพ็ญพรตอยู่ ณ อาศรมอันเงียบสงบ มีกุฏิหลังเล็กเป็นที่พักพิง ท่ามกลางหมู่มฤคาและปักษีที่ต่างคุ้นเคยกับท่าน
วันหนึ่ง ขณะที่ท่านกำลังบำเพ็ญภาวนาอย่างเคร่งครัด เสียงร้องอันโหยหวนก็ดังแว่วมาแต่ไกล ทำให้จิตใจของท่านที่เคยสงบ ต้องกระเพื่อมไหวด้วยความห่วงใย ท่านจึงละจากสมณธรรม ชะเง้อหน้ามองออกไปนอกกุฏิ ก็เห็นพรานป่าผู้หนึ่งกำลังวิ่งหน้าตาตื่นมาทางอาศรมของท่าน
“ท่านฤๅษีผู้ทรงศีล! ได้โปรดช่วยข้าด้วย!” พรานป่าร้องเสียงหลง มือไม้สั่นเทา “ข้าถูกสัตว์ร้ายไล่ล่า!”
พระโพธิสัตว์มองตามทิศทางที่พรานป่าชี้ไป ก็เห็นเสือร้ายตัวมหึมา กำลังย่องเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ดวงตาแดงก่ำ จ้องมองเหยื่ออย่างกระหาย
“เข้ามาเถิด พรานผู้มีภัย” พระโพธิสัตว์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เข้ามาหลบในกุฏินี้ก่อน”
พรานป่ารีบวิ่งถลาเข้าไปในกุฏิเล็กๆ นั้นอย่างไม่คิดชีวิต ขณะที่เสือร้ายก็มาหยุดอยู่หน้ากุฏิ จ้องมองเข้าไปด้วยความหงุดหงิด
“เจ้ามนุษย์! จงออกมามอบเหยื่อให้ข้า!” เสือร้ายคำรามเสียงกึกก้อง
พระโพธิสัตว์เดินออกมายืนเผชิญหน้ากับเสือร้าย “ข้าคือฤๅษีผู้รักษาศีล ข้าไม่เคยเบียดเบียนผู้ใด และจะไม่ยอมให้ผู้ใดเบียดเบียนผู้บริสุทธิ์เช่นกัน เจ้าจงไปเสียเถิด”
“เจ้ากล้าดียังไงมาขวางทางข้า!” เสือร้ายคำรามอย่างเกรี้ยวกราด “ข้าหิวโซมาทั้งวัน ถ้าไม่ได้กินเจ้า ข้าจะกินพรานผู้นี้!”
“หากเจ้าหิวมากนัก” พระโพธิสัตว์กล่าวอย่างใจเย็น “ข้ามีเนื้อส่วนหนึ่งที่ข้าล่ามาได้เมื่อวานนี้ กินสิ่งนั้นไปเสียเถิด” ว่าแล้วท่านก็หยิบเนื้อแห้งส่วนหนึ่งที่เก็บไว้ในกุฏิ ยื่นให้เสือร้าย
เสือร้ายมองเนื้อนั้นด้วยความลังเล แต่ด้วยความหิว มันก็รับเนื้อไปและจากไป
เมื่อเสือร้ายไปแล้ว พรานป่าก็ค่อยๆ โผล่ออกมาจากกุฏิ ใบหน้ายังซีดเผือด
“ขอบคุณท่านฤๅษีมากครับ หากไม่ได้ท่าน ข้าคงสิ้นชีวิตไปแล้ว” พรานป่ากล่าวด้วยความซาบซึ้ง
“เป็นหน้าที่ของข้าที่จะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก” พระโพธิสัตว์ตอบ “แต่เจ้าจงจำไว้ พรานป่าเอ๋ย การล่าสัตว์เป็นบาปกรรมที่น่ากลัว เจ้าควรเลิกเสีย”
พรานป่าพยักหน้ารับ แต่ในใจก็ยังคงคิดถึงการเป็นพรานที่ทำเงินได้ดี
หลังจากนั้นไม่นาน พรานป่าก็กลับมาที่อาศรมของพระโพธิสัตว์อีกครั้ง คราวนี้มาพร้อมกับกองเนื้อสดจำนวนมาก
“ท่านฤๅษีครับ ข้าจับสัตว์มาได้มากมาย ขอมอบให้ท่านทั้งหมดนี้ครับ” พรานป่ากล่าว พลางวางกองเนื้อลงอย่างภาคภูมิใจ
พระโพธิสัตว์มองดูกองเนื้อด้วยความสลดใจ “พรานป่าเอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงยังไม่ละเลิกการเบียดเบียนผู้อื่นอีกเล่า”
“แต่ท่านฤๅษีครับ นี่คือสิ่งที่ข้าทำได้ดีที่สุด” พรานป่ากล่าว “และข้าก็อยากแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้ท่าน”
“ความดีที่แท้จริง มิได้อยู่ที่การเบียดเบียนผู้อื่นเพื่อตนเอง” พระโพธิสัตว์กล่าว “แต่อยู่ที่การละเว้นการเบียดเบียน และการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเมตตา”
ขณะที่พระโพธิสัตว์กำลังเทศนา พลันมีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง กลิ่นคาวเลือดอันรุนแรงก็ฟุ้งตลบ พรานป่าหันไปมองด้วยความตกใจ ก็เห็นเสือร้ายตัวเดิม กำลังย่องเข้ามาอีกครั้ง ดวงตาของมันแดงก่ำด้วยความหิวโหย และคราวนี้ มันไม่ได้มองพรานป่า แต่กลับจ้องมองไปที่กองเนื้อสดเบื้องหน้า
“ข้าได้กลิ่นเนื้อสด! ข้าจะกินให้หนำใจ!” เสือร้ายคำราม และพุ่งเข้าใส่กองเนื้ออย่างบ้าคลั่ง
พรานป่าเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัวสุดขีด รีบวิ่งไปหลบหลังพระโพธิสัตว์
“ท่านฤๅษี! ช่วยข้าด้วย! เสือร้ายมาอีกแล้ว!”
พระโพธิสัตว์ยืนนิ่ง ใบหน้าสงบ แต่ในใจก็คิดถึงกรรมที่พรานป่าได้ก่อขึ้น “เจ้าเห็นไหม พรานป่าเอ๋ย นี่คือผลของกรรมที่เจ้าได้ทำ”
เสือร้ายกินเนื้ออย่างเอร็ดอร่อย จนกระทั่งพุงกาง
“ข้าอิ่มแล้ว” เสือร้ายกล่าวอย่างพอใจ “ข้าจะกลับไปพักผ่อน เมื่อหิวเมื่อไหร่ ข้าจะกลับมาอีก”
หลังจากเสือร้ายไป พรานป่าก็ยังคงตัวสั่นเทา
“ท่านฤๅษีครับ ข้ากลัวเหลือเกิน”
“ความกลัวของเจ้า เกิดจากบาปที่เจ้าได้ทำ” พระโพธิสัตว์กล่าว “เมื่อใดที่เจ้าละเว้นการเบียดเบียนผู้อื่น ด้วยเมตตาและกรุณา ความกลัวนั้นก็จะหายไป”
พรานป่าเริ่มตระหนักถึงคำสอนของพระโพธิสัตว์
“ข้าเข้าใจแล้วท่านฤๅษี” พรานป่ากล่าว “นับจากนี้ไป ข้าจะเลิกเป็นพราน และจะบำเพ็ญตนเป็นผู้มีเมตตา”
พระโพธิสัตว์ยิ้มรับ และกล่าวว่า “นั่นคือหนทางที่ถูกต้องแล้ว”
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พรานป่าก็ได้ละเลิกการล่าสัตว์ และหันมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เขาคอยช่วยเหลือพระโพธิสัตว์ในการดูแลอาศรม และได้บำเพ็ญตนให้เป็นผู้มีเมตตาธรรม จนจิตใจสงบร่มเย็น
ส่วนพระโพธิสัตว์ ก็ทรงบำเพ็ญพรตต่อไป จนกระทั่งบรรลุธรรมอันประเสริฐ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนและความกลัว การละเว้นการเบียดเบียน และการบำเพ็ญเมตตาธรรม คือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
— In-Article Ad —
การเบียดเบียนผู้อื่นนำมาซึ่งความเดือดร้อน การละเว้นการเบียดเบียนและบำเพ็ญเมตตาธรรมคือหนทางสู่ความสุข.
บารมีที่บำเพ็ญ: เมตตาบารมี
— Ad Space (728x90) —
426อัฏฐกนิบาตมหาอุสสทชาดกณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและทรัพยากรนานัปการ ปรากฏเรื่องราวอันน่าอั...
💡 การลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุด คือ การลงทุนในการทำความดี การช่วยเหลือผู้อื่น และการพัฒนาตนเอง เพราะสิ่งเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนและประเมินค่ามิได้
171ทุกนิบาตอุปปุริชาดก (เรื่องกา) ณ ป่าใหญ่ที่เขียวชอุ่ม ท่ามกลางเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไ...
💡 อย่าตัดสินผู้อื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก หรือความแตกต่าง แต่ให้มองถึงคุณค่าภายในและการกระทำ ความพยายามและความมุ่งมั่นสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้เสมอ
215ทุกนิบาตกุกกุรชาดก ณ แคว้นมคธ อันเป็นแผ่นดินที่รุ่งเรืองด้วยพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกา...
💡 การทำความดีนั้น ย่อมมีอุปสรรคเข้ามาขัดขวางเสมอ แต่ผู้ที่มีจิตใจมั่นคง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ย่อมสามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ และผลแห่งความดีนั้น จะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญที่แท้จริง
155ทุกนิบาตนฬิรชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธอันอุดมสมบูรณ์ มีเมืองหลวงชื่อว่าราชคฤห์ เป็นเมืองที่เจริ...
💡 นฬิรชาดกสอนให้เราเห็นถึงภัยอันตรายของการหลงเชื่อคำยุยงของคนพาล และความสำคัญของการใช้ปัญญาไตร่ตรองในทุกสิ่ง การบำเพ็ญบารมีที่แท้จริงนั้น มิใช่การทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น แต่เป็นการบำเพ็ญคุณงามความดีด้วยความเมตตากรุณา และการเสียสละโดยไม่เบียดเบียน
141เอกนิบาตกุมภทาชชาดกณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร มีเมืองชื่ออังคราช ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขภาย...
💡 ความซื่อสัตย์ภักดีและการเสียสละเพื่อส่วนรวม ย่อมนำมาซึ่งสันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง.
142เอกนิบาตสมนกททชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งเต็มไปด้วยพฤกษานานาพันธุ์ ร่มรื่นด้ว...
💡 ความโลภไม่เคยนำพามาซึ่งความสุขที่แท้จริง การเบียดเบียนผู้อื่นย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ และการรู้จักพอเพียงคือหนทางสู่ความสงบสุข
— Multiplex Ad —